ข่าวเด่นสาธารณสุข

Syndicate content
กระทรวงสาธารณสุข
Updated: 1 day 12 hours ago

สธ.ส่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่น้ำท่วมขังทุกจังหวัด เพื่อป้องกัน ควบคุม 6โรคติดต่อ

Sun, 09/05/2010 - 11:31
สาธารณสุข ให้ทุกจังหวัดจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาฟรีผู้ประสบภัยน้ำท่วมต่อเนื่อง และจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่เพื่อป้องกันควบคุมโรคติดต่อ โดยเฉพาะ 6 โรคที่มักเกิดตามมาภายหลังน้ำท่วม ได้แก่ โรคฉี่หนู อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบ ตาแดง และไข้เลือดออก เผยจนถึงขณะนี้ทุกพื้นที่ยังไม่มีโรคระบาดใดๆ ย้ำเตือนประชาชนที่เข้าไปทำความสะอาดบ้านเรือน หลังน้ำท่วมให้ใส่รองเท้า ป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผล นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมหลายพื้นที่โดยเฉพาะจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้ว่า นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่มีพื้นที่ประสบภัย จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการ รักษาพยาบาลประชาชนฟรีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกจังหวัดมีเวชภัณฑ์ ยา ดูแลผู้ประสบภัย อย่างครบถ้วนเพียงพอ นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อว่า แม้ว่าในบางพื้นที่ ลักษณะน้ำท่วมขังจะเป็นน้ำไหลหลาก ท่วมเร็วลดเร็วก็ตาม แต่น้ำดังกล่าวอาจท่วมขังบ่อน้ำกินน้ำใช้ ทำให้น้ำสกปรก ปนเปื้อนขยะสิ่งปฏิกูลต่างๆที่มากับน้ำท่วม ได้ให้ทุกจังหวัดจัดส่งทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว ลงพื้นที่ประสบภัยทุกแห่ง เพื่อประเมินจุดที่มีความเสี่ยงเกิดโรค และให้คำแนะนำประชาชนในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อที่มากับน้ำท่วมโดยเฉพาะ 6 โรคที่พบได้บ่อยภายหลังมีน้ำท่วมขัง ได้แก่ โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซิส อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคตับอักเสบ ตาแดง และไข้เลือดออก ตามแผนปฏิบัติของจังหวัดที่มีอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงที่มีน้ำท่วมขังที่ผ่านมา ทุกพื้นที่ยังไม่พบโรคระบาดใดๆ พบเพียงโรคน้ำกัดเท้า ผื่นคันผิวหนัง และไข้หวัดทั่วๆไป อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนระมัดระวังในการทำความสะอาดบ้านเรือนหลังน้ำลด เพื่อชำระล้างโคลนเลนที่มากับน้ำท่วม โดยจะต้องสวมรองเท้าเพื่อป้องกันการเกิดบาดแผลจากการเหยียบเศษวัสดุต่างๆ ทำให้เป็นช่องทางเข้าของเชื้อโรคได้ โดยเฉพาะโรคฉี่หนู ขณะเดียวกัน ต้องขอความร่วมมือประชาชนที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมขัง ช่วยกันลดความสกปรกในน้ำท่วม หากส้วมใช้การไม่ได้ ขอให้ถ่ายอุจจาระลงถุงดำหรือถุงพลาสติกหรือเรียกว่าส้วมมือถือ และให้ทิ้งขยะลงในถุงดำหรือถุงพลาสติก มัดปากถุงให้มิดชิดป้องกันแมลงวันตอม ก่อนนำไปทำลาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเกิดโรคระบาด นายแพทย์สุพรรณกล่าว ****************************************** 5 กันยายน 2553

“จุรินทร์” หนุนร่างพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้การแพทย์แผนจีน เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 พ.ศ. 2552 เข้าครม.

Sun, 09/05/2010 - 09:45
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามสนับสนุนร่าง พระราชกฤษฎีกา กำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ ตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 พ.ศ.2552 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พ.ศ. 2552 ซึ่งมีจำนวน 106 คนให้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนได้ นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ตามนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเสริมสนับสนุนให้นำระบบการดูแลรักษาสุขภาพตามศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น การแพทย์แผนไทย การแพทย์แผนจีน การแพทย์ทางเลือก ที่มีคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยมาให้บริการผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่หลากหลาย โดยเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามสนับสนุน ร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดให้สาขาการแพทย์แผนจีนเป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ.2542 พ.ศ.2552 เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป นายแพทย์สุพรรณ กล่าวต่อว่า ตามร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ จะมีผลให้ผู้ที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรคศิลปะ โดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องการอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พ.ศ. 2552 ซึ่งมีจำนวน 106 คน ให้มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนได้ ทั้งนี้ต้องผ่านการประเมินตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไข ที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนกำหนด มีคุณภาพมาตรฐานในการประกอบโรคศิลปะ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยให้ประชาชนที่ใช้บริการ ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การอนุญาตให้บุคคลประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน พ.ศ. 2552 ฉบับที่ 2 ซึ่งมีผลบังคับใช้ เป็นกฎหมาย 16 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นมา กำหนดให้บุคคลที่ศึกษาการแพทย์แผนจีนสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษ หรือมีประสบการณ์ในการประกอบโรคศิลปะในสาขานี้ สามารถขอขึ้นทะเบียนขอรับอนุญาตการประกอบโรคศิลปะในประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นการอนุญาตชั่วคราว มีอายุ 2 ปี กันยายน1/8 ************************** 5 กันยายน 2553

คกก.พัฒนาระบบยาแห่งชาติ เห็นชอบร่างนโยบายแห่งชาติด้านยา และยุทธศาสตร์การพัฒนาความมั่นคงระบบยาประเทศแล้ว พร้อมเสนอที่ประชุมครม.

Sun, 09/05/2010 - 09:44
คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เห็นชอบร่างนโยบายแห่งชาติด้านยา และร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เพื่อให้คนไทยเข้าถึงยาอย่างเสมอภาค ใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ลดปัญหาเชื้อดื้อยาและรายจ่ายค่ายาที่ไม่จำเป็น พร้อมนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในเร็วๆนี้ ระบุข้อมูลล่าสุดในปี 2548 พบคนไทยเสียค่ายาถึง 103,517 ล้านบาท กว่าร้อยละ 50 ใช้ยาไม่สมเหตุสมผล โดยในปี 2554 จะมีการทบทวนปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งฉบับด้วย นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งมีพลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ คณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดราคากลางยา คณะอนุกรรมการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล และคณะอนุกรรมการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2553 และมีมติเห็นชอบในหลักการของร่างนโยบายแห่งชาติด้านยา พ.ศ. ... และยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบยาแห่งชาติ พ.ศ. ... ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.การเข้าถึงยา 2.การใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล 3.การพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตยา ชีววัตถุ และสมุนไพร เพื่อการพึ่งพาตนเอง และ4.การพัฒนาระบบการควบคุมยาเพื่อประกันคุณภาพ ประสิทธิผล และความปลอดภัยของยา ทั้งหมดนี้จะทำให้ระบบยาของประเทศไทยมีความมั่นคง ประชาชนเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการรักษาโรคอย่างเสมอภาค มีการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ประเทศพึ่งพาตนเองได้ โดยจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในเร็วๆนี้ และมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องเร่งแก้ไขในขณะนี้ก็คือ การใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล มีการใช้ยาเกินความจำเป็นทั้งในสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมทั้งการซื้อยาใช้เองของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะ ทำให้เชื้อโรคดื้อยาหลายชนิด ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้น จำเป็นต้องใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าและมีราคาแพงขึ้นเพื่อนำมารักษา ข้อมูลในปี 2548 พบว่าคนไทยเสียค่ายาถึง 103,517 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43 ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ กว่าร้อยละ 50 เป็นการใช้ยาที่ไม่สมเหตุผล จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรู้ประชาชนให้ใช้ยาเท่าที่มีความจำเป็น รู้ว่ายาชนิดใดควรใช้ ยาชนิดใดที่ควรใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ขณะเดียวกันจะเน้นการส่งเสริมจริยธรรมทั้งแพทย์ เภสัชกรและผู้ขายยาซึ่งคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ได้จัดทำบัญชียาหลักแห่งชาติ พ.ศ.2551 ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ระบุรายการยาที่จำเป็นในการรักษาโรค เหมาะสมสำหรับใช้ในสถานพยาบาล ซึ่งในปีงบประมาณ 2554 จะมีการทบทวนปรับปรุงบัญชียาหลักแห่งชาติทั้งฉบับ ทั้งยาแผนปัจจุบันและยาจากสมุนไพร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศต่อไป “ก่อนใช้ยา ขอให้ประชาชนใช้ยาอย่างถูกวิธี โดยอ่านฉลากกำกับยา อ่านรายละเอียดวิธีการใช้ ข้อห้าม ข้อควรระวัง และรับประทานยาให้ตรงเวลาและครบตามจำนวนที่แพทย์สั่ง อย่าหยุดยาเมื่ออาการดีขึ้น และไม่ควรซื้อยากินเองโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ เพราะจะทำให้เกิดการดื้อยาได้” นายแพทย์ไพจิตร์กล่าว *********************************** 5 กันยายน 2553

“พรรณสิริ”เผยวันพระใหญ่ ยังมีปัญหาเจ็บสาหัสจาก ดวดเหล้า เมาซิ่ง เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี

Sun, 09/05/2010 - 09:43
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยผลวิเคราะห์ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ในวันพระใหญ่ที่ห้ามขายเหล้าในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษาปี 2552 พบผู้บาดเจ็บกว่าร้อยละ 25 เมาแล้วขับ โดยร้อยละ 15-34 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ชี้ชัดว่าผู้ค้ายังแหกกฎเหล้า ขายเหล้าให้เด็กต่ำกว่า 20 ปี วอนประชาชนร่วมเป็นสายลับ พบเห็นโทรแจ้งที่ศูนย์รับแจ้งร้องเรียนเหล้าบุหรี่ 02-590 -3342 ตลอด 24 ชั่วโมง ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการติดตามมาตรการการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ในวันพระใหญ่ 4 วัน ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี คือวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ซึ่งประกาศนี้มีผลบังคับร้านค้าทั่วไป ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เป็นต้นมา ผลปรากฏว่ายังไม่บรรลุผลดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเรื่องของการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดแก่เด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปี ยังพบว่าผู้ประกอบการยังเห็นแก่รายได้ ไม่คำนึงถึงผลเสียต่อสังคม มีการลักลอบขายเหล้าทั้งในวันพระใหญ่และขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี โดยวันพระใหญ่ทั้ง 2 วันดังกล่าวมีผู้บาดเจ็บเพราะเมาเฉลี่ยร้อยละ 25 ดร.พรรณสิริกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้มอบหมายให้สำนักระบาดวิทยา วิเคราะห์สถิติการเกิดอุบัติเหตุจราจร ในวันอาสาฬหบูชาในปี2552 ซึ่งตรงกับวันที่ 7 กรกฎาคม และวันเข้าพรรษา ตงกับวันที่ 8 กรกฎาคม ได้สุ่มเก็บข้อมูลในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ 28 แห่ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังการบาดเจ็บระดับชาติ ผลปรากฏว่าในวันอาสาฬหบูชา มีผู้บาดเจ็บรุนแรง ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 182 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 10 ราย เป็นชายมากกว่าหญิง 2 เท่าตัว ผู้บาดเจ็บเกือบครึ่งอายุต่ำกว่า 25 ปี โดยร้อยละ 28 มีอาการเมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในจำนวนนี้เป็นเด็กและเยาวชน อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ15 ซึ่งผู้ที่เมาสุราทำหน้าที่เป็นผู้ขับขี่สูงถึงร้อยละ 89 ส่วนในวันเข้าพรรษา ซึ่งถือว่าเป็นวันงดดื่มสุราแห่งชาติด้วย แต่ข้อเท็จจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตลอดวันเข้าพรรษา พบผู้บาดเจ็บอาการรุนแรง นอนโรงพยาบาล 201 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย โดยผู้บาดเจ็บ ร้อยละ 38 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 19 ปี และพบผู้บาดเจ็บที่เป็นเด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 20 ปี มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึงร้อยละ 34 ซึ่งกว่าร้อยละ 93 เป็นผู้ขับขี่ เมื่อเปรียบเทียบกับวันเข้าพรรษาในปี2551 พบว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ9 อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาเย็นจนถึงก่อนเที่ยงคืน จากข้อมูลดังกล่าวนี้ ชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังไม่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเท่าที่ควร และที่สำคัญผู้ประกอบการ พ่อค้าแม่ค้ายังไม่สนใจที่จะปฏิบัติตามกฎหมายที่ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า20 ปี ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้มอบอำนาจเจ้าหน้าที่ทุกจังหวัด ควบคุมกำกับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย และขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ดื่มสุราและต้องการให้สังคมไทยปลอดภัยจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สามารถโทรแจ้ง ร้องเรียนผู้กระทำผิดกฎหมาย ได้ที่ศูนย์ร้องเรียนสุรา กรมควบคุมโรค หมายเลข 02 -590-3342 ตลอด 24 ชั่วโมง ******************** 5 กันยายน 2553

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ พระราชทานปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีการศึกษา 2552 วันที่ 2

Sun, 09/05/2010 - 09:42
วันที่ 5 กันยายน 2553 เวลา 10.00น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และพระราชทานประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีการศึกษา 2552 เป็นวันที่ 2 ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร โดยมีดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการเฝ้ารับเสด็จ ในวันนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานประกาศนียบัตร ทั้งสิ้น 1,960 คน ประกอบด้วย ผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 2 แห่ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร 7 แห่งและวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก 1 แห่ง ในการนี้ ได้ประทานพระโอวาท ความว่า การให้บริการสุขภาพ มีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งผู้เจ็บป่วยและมิได้เจ็บป่วย ผู้ให้บริการสุขภาพ นอกจากจะต้องใช้ความรู้ความสามารถในวิทยาการและเทคโนโลยีที่เล่าเรียนฝึกฝนมา ยังต้องอาศัยคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เป็นเครื่องกำกับในการประพฤติปฏิบัติหน้าที่ด้วย เพราะจะช่วยหล่อหลอมชีวิตจิตใจ ให้เป็นผู้มีอารมณ์มั่นคง มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงาน รู้จักเสียสละ มีความเมตตากรุณา ที่จะช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกันให้พ้นทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ได้ผลิตและพัฒนาบุคลากรปฏิบัติงานให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนทั่วประเทศ ทั้งด้านการป้องกันโรค ส่งเสริมสุขภาพ รักษาพยาบาล และฟื้นฟูสุขภาพ เป็นระยะเวลา 63 ปี รวมจำนวนกว่า 200,000 คน ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาในสังกัดรวม 37 แห่งทั่วประเทศ ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาล 29 แห่ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร 7 แห่ง และวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข 1 แห่ง ในปีการศึกษา 2552 มีผู้สำเร็จการศึกษารวมทั้งสิ้น 4,701 คน ร้อยละ 60 เป็นพยาบาลวิชาชีพ ที่เหลือเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอื่นๆ กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการนำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีและวิทยาลัยการสาธารณสุข ที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรี เข้าเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาการและพัฒนาการผลิตร่วมกัน ตั้งแต่พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา ************************************ 5 กันยายน 2553

สธ.ออกประกาศควบคุมมาตรฐาน “คอนแทค เลนส์ ”บังคับต้องมีฉลากคำเตือน ข้อห้ามใช้

Sat, 09/04/2010 - 10:41
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยผู้ใช้คอนแทค เลนส์ หรือเลนส์สัมผัส ให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าต้องได้รับใบอนุญาต และต้องพิมพ์ฉลากภาษาไทยอ่านได้ชัดเจน มีคำแนะนำ คำเตือน ข้อห้ามใช้ และผู้ที่ไม่ควรใช้ โดยจะมีผลบังคับใช้ หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป นายแพทย์สุพรรณ ศรีธรรมมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้คอนเทคเลนซ์ กำลังเป็นที่นิยมของวัยรุ่นไทย และเสี่ยงอันตรายต่อตา หากใช้ไม่ถูกวิธี หรือใช้ในทางที่ผิด ในการป้องกันปัญหาดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2553 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุข ควบคุมมาตรฐานคอนแทค เลนส์ ( contact lens ) หรือเลนส์สัมผัส เพื่อให้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้เลนซ์ชนิดนี้ นายแพทย์สุพรรณกล่าวว่า ตามประกาศดังกล่าว กำหนดให้คอนแทค เลนส์ เป็นเครื่องมือแพทย์ ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา โดยจะต้องจัดให้มีฉลากบนภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อบรรจุคอนแทค เลนส์หรือมีไว้เพื่อขาย โดยต้องแสดงข้อความภาษาไทยที่อ่านได้ชัดเจน ทั้งนี้จะมีภาษาอื่นด้วยก็ได้ แต่ความหมายต้องตรงกับข้อความภาษาไทย และในแต่ละรายการจะต้องแสดงชื่อคอนแทคเลนส์ และวัสดุที่ใช้ทำ บอกคุณสมบัติของเลนส์เช่นกำลังหักเห รัศมีความโค้ง บอกชื่อของสารละลายที่ใช้แช่เลนส์ ระยะเวลาการใช้งาน ให้แสดงด้วยอักษรความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ยกเว้นคอนแทคเลนส์ ที่ไม่กำหนดระยะเวลาการใช้งาน มีเดือนปีที่หมดอายุ เลขที่ใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ ชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า ในกรณีที่นำเข้าให้แสดงชื่อผู้ผลิต เมืองและประเทศผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์นั้นด้วย โดยต้องระบุชนิดของเลนส์ให้ชัดเจนว่า เป็นเลนส์ชนิดใช้งานพียงครั้งเดียว หรือชนิดใส่และถอดทุกวัน พิมพ์ด้วยอักษรสีแดง เพื่อให้ผู้ใช้เห็นชัดเจน รวมถึงข้อความว่า โปรดอ่านเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้ และพิมพ์ข้อความว่า การใช้คอนแทคเลนส์ ควรได้รับการสั่งใช้และตรวจติดตามทุกปีโดยจักษุแพทย์หรือผู้ประกอบโรคศิลปะ นายแพทย์สุพรรณกล่าวต่อไปว่า ประการสำคัญ ตามประกาศนี้ได้กำหนดการพิมพ์คำแนะนำ คำเตือน ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังในการใช้เลนส์ดังกล่าวดังนี้ โดยคำเตือนกำหนดให้มีคำว่า การใช้คอนแทคเลนส์โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ที่ผิดวิธี มีความเสี่ยงต่อการอักเสบ หรือการติดเชื้อของดวงตา อาจรุนแรงถึงขั้นสูญเสียสายตาอย่างถาวรได้ โดยให้แสดงข้อความการห้ามใช้ดังนี้คือ 1. ห้ามใส่คอนแทคเลนส์นานเกินระยะเวลาที่กำหนด 2. ห้ามใช้ร่วมกับบุคคลอื่น 3. ห้ามใส่คอนแทคเลนส์ทุกชนิดเวลานอน ถึงแม้ว่าจะเป็นชนิดใส่นอนได้ก็ตาม ควรถอดล้างทำความสะอาดทุกวัน และกำหนดให้พิมพ์ข้อความควรระวัง ผู้ที่ไม่ควรใช้คอนแทคเลนส์ดังนี้คือ ผู้ที่มีสภาวะของดวงตาผิดปกติเช่นเป็นต้อเนื้อ ต้อลม ตาแดง กระจกตาไวต่อความรู้สึกลดลง ตาแห้ง หรือกระพริบตาไม่เต็มที่ และให้ใช้น้ำยาล้างเลนส์ที่ใหม่ และเปลี่ยนน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งที่แช่เลนส์ ควรเปลี่ยนตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุก 3 เดือน ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะว่ายน้ำ เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่ตาได้ โดยผู้ใช้ต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสเลนส์ และหากมีอาการผิดปกติเช่น เจ็บหรือปวดตาอย่างมากร่วมกับอาการแพ้แสง ตามัว น้ำตาไหลมาก หรือตาแดง ให้หยุดใช้คอนแทคเลนส์ทันทีและรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว /2. ทั้งนี้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว จะมีผลใช้บังคับนับตั้งแต่ถัดจากวันประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป โดยผู้จดทะเบียนสถานประกอบการที่ได้ยื่นขออนุญาตผลิตหรือนำเข้าคอนแทคเลนส์ อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับและยังไม่ได้รับอนุญาต ให้ถือว่าเป็นผู้ยื่นคำขอผลิตหรือนำเข้าคอนแทคเลนส์ โดยต้องมาแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการในคำขอให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ส่วนผู้ที่ได้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าคอนแทคเลนส์อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ จะต้องยื่นขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการตามประกาศภายใน 30 วัน และผ่อนผันให้ใช้ฉลากเดิมได้เป็นเวลา 180 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการ นายแพทย์สุพรรณกล่าว

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ พระราชทานปริญญาบัตรและประกาศนียบัตรผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประจำปีการศึกษา 2552

Sat, 09/04/2010 - 10:27
วันนี้ ( 4 กันยายน 2553 ) ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ บัณฑิตของสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และพระราชทานประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ประจำปีการศึกษา 2552 โดยมีดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการเฝ้ารับเสด็จ ในวันที่ 4 กันยายน 2553 มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรรวมจำนวนทั้งสิ้น 2,741 คน ประกอบด้วยภาคเช้า จำนวน 1,651 คน เป็นผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี 12 แห่ง และวิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี 1 แห่ง พร้อมทั้งพระราชทานรางวัลมูลนิธิหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร (ชุมพล) จุฑาธุช แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ที่ได้คะแนนสูงสุดตลอดหลักสูตรและเป็นผู้ ที่มีความประพฤติดี อาจารย์พยาบาล พยาบาล ที่ปฏิบัติงานนานและดีเด่น รางวัลเพชรกาสะลอง แก่พยาบาลดีเด่นของกระทรวงสาธารณสุข และข้าราชการที่ได้รับรางวัลข้าราชการดีเด่นของสถาบันพระบรมราชชนก ส่วนในภาคบ่าย เวลา 14.00 น. มีผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี 11 แห่ง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร รวม 1,090 คน ในการนี้ ได้ประทานพระโอวาท ความว่า ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว แม้จะมีความรู้ความสามารถที่จะออกไปเป็นผู้ให้บริการสุขภาพ แต่ไม่ควรละทิ้งการศึกษาหาความรู้ วิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพิ่มเติม จะได้มีความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพที่แม่นยำ ทันสมัย และเมื่อออกไปเป็นผู้ให้บริการ ณ สถานบริการสุขภาพในท้องถิ่นแตกต่างกัน ย่อมต้องมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นได้ เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ชำรุดเสียหายหรือไม่เพียงพอ หรือผู้รับบริการอาจไม่ถูกใจ ต้องรู้จักคิด รู้จักประยุกต์สิ่งของใกล้ตัวหรือวัสดุในท้องถิ่นมาใช้แทน และต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มารับบริการ ทั้งทางวาจาและทางกาย เพื่อส่งเสริมการให้บริการสุขภาพดำเนินไปโดยราบรื่น สถาบันพระบรมราชชนก เป็นหน่วยงานหลักของกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข เพื่อให้บริการในสถานบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ จัดการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี และประกาศนียบัตรตามเกณฑ์มาตรฐานกระทรวงศึกษาธิการ และองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง รวม 14 หลักสูตร ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาในสังกัด 37 แห่งตั้งอยู่ในทุกภูมิภาค ประกอบด้วยวิทยาลัยพยาบาล 29 แห่ง วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร 7 แห่ง และวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข 1 แห่ง ดำเนินการผลิตตั้งแต่พ.ศ. 2485 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ผลิตบุคลากรไปแล้วกว่า 200,000 คน โดยกระทรวงสาธารณสุขได้นำวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีและวิทยาลัยการสาธารณสุข ที่จัดการศึกษาระดับปริญญาตรี เข้าเป็นสถาบันสมทบกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาการและพัฒนาการผลิตร่วมกัน ตั้งแต่พ.ศ. 2541 เป็นต้นมา ในปี 2552 มีผู้สำเร็จการศึกษารวม 4,701 คน ร้อยละ 60 เป็นพยาบาลวิชาชีพ

สธ.ร่วมกับมูลนิธิโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ตรวจสุขภาพพระภิกษุ สามเณร

Fri, 09/03/2010 - 18:30

ในพระราชูปถัมภ์ฯ 400,000 รูป ทั่วไทย เฉลิมพระเกียรติ ในหลวง จะเริ่มวันที่ 8 พ.ย.2553 ถึง 5 พ.ย. 2555      

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะผู้บริหารโครงการหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่สำหรับพระภิกษุ สามเณร ในพระราชูปถัมภ์ฯ ซึ่งมีพระพรหมวชิรญาณ เป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมประชุม 200 คน ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ที่วัดยานนาวา กทม.เมื่อบ่ายวันนี้ (3 กันยายน 2553) ว่า เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุ 84 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกับมูลนิธิ โรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ และโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ มูลนิธิพระรัตนตรัยฯ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสมาคมศาสตร์การแพทย์แผนจีน  จัดโครงการหน่วยแพทย์พระราชทานเคลื่อนที่ตรวจสุขภาพพระภิกษุสามเณร ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในมหามงคลวโรกาสพระชนพรรษาครบ 84 พรรษา ในปี พ.ศ.2554   

รวมทั้งเพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ และทรงเป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนามาโดยตลอด เพื่อให้พระภิกษุและสามเณรซึ่งมีประมาณ 400,000 รูปทั่วประเทศ มีความตื่นตัวเข้ารับการตรวจสุขภาพตามชุดสิทธิประโยชน์ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า  ให้พระภิกษุ สามเณรรู้ถึงปัจจัยเสี่ยงการเกิดการเจ็บป่วยในอนาคต และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  รวมทั้งได้รับคำปรึกษาแนะนำ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และได้รับการรักษาพยาบาลตามความเหมาะสม และทั่วถึง สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมหาเถรสมาคม

          นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ในการดำเนินงานโครงการดังกล่าว   มีกระทรวงสาธารณสุข ได้จัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ทั้งจากส่วนกลางและในจังหวัดต่าง ๆ ในรูปแบบของอาสาสมัครทางการแพทย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามกุฎราชกุมาร  ซึ่งประกอบด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักเทคนิคการแพทย์ นักรังสีการแพทย์ และบุคลากรด้านอื่น ๆ จัดเตรียมครุภัณฑ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ พร้อมทั้งรถทันตกรรมเคลื่อนที่ รถตรวจสุขภาพและรถเอ็กซ์เรย์เคลื่อนที่ เพื่อใช้ในการตรวจวินิจฉัย โรค โครงการนี้ดำเนินการเป็นเวลา 2 ปี จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 ถึง 5 พฤศจิกายน 2555  โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งจากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ จะเสด็จไปทรงเปิดโครงการฯ ในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา 14.00 น. ที่ โรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี

          ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการสำรวจสุขภาพของพระภิกษุ สามเณร ของโรงพยาบาลสงฆ์และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด จำนวน 90,000 รูปที่ผ่านมา พบว่ามีปัญหาในเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยเข้าถึงการตรวจคัดกรองสุขภาพเพียงร้อยละ 30 โรคที่พบบ่อยคือโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ในส่วนพระภิกษุที่เจ็บป่วยและนอนรักษาในโรงพยาบาล พบเป็นโรคตาต้อกระจกเนื่องจากสูงอายุ   ส่วนสาเหตุการมรณภาพของพระภิกษุมากที่สุดเกิดจากการติดเชื้อในกระแสเลือด รองลงมาโรคมะเร็งปอด

                      ******************************** 3 กันยายน 2553

สธ.ส่งยาชุดน้ำท่วม 100,000 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 6 จังหวัด

Fri, 09/03/2010 - 11:52

กระทรวงสาธารณสุข จัดส่งยาสามัญประจำบ้าน จำนวน 100,000 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่สุโขทัย เชียงราย พิจิตร อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และยโสธร จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการทุกวัน วันละประมาณ 15 ทีม ขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วกว่า 3,000 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคไข้หวัดและน้ำกัดเท้า 

นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่าขณะนี้มีพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม 17 จังหวัด  กระทรวงสาธารณสุขได้จัดส่งยาสามัญประจำบ้าน 100,000 ชุด ไปยังจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม โดยจัดส่งไปที่ จ.สุโขทัยเมื่อเย็นวานนี้ จำนวน 10,000 ชุด และในวันนี้จัดส่งเพิ่มอีก 90,000 ชุด ให้ จ.สุโขทัย 8,000 ชุด เชียงราย 2,000 ชุด พิจิตร 10,000 ชุด อุตรดิตถ์ 5,000 ชุดพิษณุโลก 55,000 ชุด และยโสธร 10,000 ชุด เพื่อให้เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน และขณะเดียวกันได้ให้ทุกจังหวัดจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการทั้งในด้านการรักษาพยาบาล การควบคุมป้องกันโรค การดูแลด้านสุขภาพจิต  ออกให้บริการฟรีวันละไม่ต่ำกว่า 15 ทีม ได้รับรายงานเบื้องต้นมีผู้เจ็บป่วยแล้วกว่า 3,000 ราย     ส่วนใหญ่เป็นโรคไข้หวัดและน้ำกัดเท้า ไม่มีรายใดอาการรุนแรงจนต้องนอนโรงพยาบาล

นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่าสำหรับจังหวัดสุโขทัย ในวันนี้มีพื้นที่ประสบภัย 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสำโรง และ อ.เมือง ซึ่งจุดที่วิกฤตอยู่ที่ตำบลบ้านสวน อ.เมือง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุโขทัยได้จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการ 3 จุด คือที่ ต.บ้านสวน ต.ตากพระ และ ต.ปากแคว ปัญหาที่พบขณะนี้ชาวบ้านไม่สามารถใช้ส้วมได้ จึงได้แจกถุงดำ 10,000 ใบ เพื่อรองรับสิ่งปฎิกูลต่าง ๆ

สำหรับอาหารและน้ำดื่ม ขอให้ประชาชนปรุงอาหารสุกใหม่รับประทาน และดื่มน้ำบรรจุขวดหรือน้ำต้มสุก เพื่อป้องกันโรคอุจาระร่วง และขอความร่วมมือประชาชนอย่าถ่ายอุจจาระลงน้ำ ให้ถ่ายลงถุงแล้วนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป เพื่อลดความสกปรกในน้ำที่ท่วมขัง ป้องกันการเกิดโรคระบาดที่อาจเกิดตามมา เช่น โรคบิด อุจจาระร่วง ตาแดง เป็นต้น

 ************************************************ 3 กันยายน 2553

สธ.ส่งจิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยา ให้ความช่วยเหลือ“เด็กหญิงติดหมวก”จ.นครศรีธรรมราช

Fri, 09/03/2010 - 11:50
        รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขส่งทีมจิตแพทย์เด็กและนักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ โรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ช่วยเหลือเด็กหญิงติดหมวกที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยประสานงานโรงเรียน เพื่อพูดคุยกับเด็ก ครู และผู้ปกครอง  หาสาเหตุและหาแนวทางแก้ไขพฤติกรรม  เบื้องต้นคาดสาเหตุพฤติกรรมมาจากปัญหาความขัดแย้งในจิตใจ ชี้หากปัญหาไม่ฝังลึก น่าจะแก้ไม่ยาก อาจใช้เวลาประมาณ 3 เดือน   จากกรณีข่าวเด็กหญิงอายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมปีที่ 5  โรงเรียนเทศบาลวัดศรีทวี อ.เมือง  จ.นครศรีธรรมราช มีพฤติกรรมใส่หมวกตลอดเวลา    หลังจากมารดาตัดผมขณะหลับ ไม่ถอดแม้เวลานอน และไม่ยอมให้ใครจับเส้นผมนาน 5 ปี จนกระทั่งสภาพของหมวกเปื่อย เหลือเพียงปีกรอบหมวก ต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ที่เชี่ยวชาญนั้น   ความคืบหน้าในเรื่องนี้ ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ ( 3 กันยายน 2553 ) กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งทีมจิตแพทย์เด็กจากโรงพยาบาลสวนสราญรมย์ ร่วมกับนักจิตวิทยา จิตแพทย์จากโรงพยาบาลมหาราชนครศรีธรรมราช ไปให้การช่วยเหลือเด็กรายนี้ โดยทีมจะลงไปประสานงานที่โรงเรียน เพื่อพูดคุยกับเด็ก ผู้ปกครอง และครูที่ดูแลเด็ก เพื่อประเมินสภาพปัญหา และวางแนวทางให้ความช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาพฤติกรรมและรายงานความคืบหน้าทันที คาดว่าจะทราบผลประมาณบ่ายวันนี้   ดร.พรรณสิริ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้รับรายงานจากนายแพทย์วชิระ เพ็งจันทร์ รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ว่าจากข้อมูลตามข่าวพฤติกรรมติดหมวกของเด็กรายนี้ น่าจะมาจากปัญหาความขัดแย้งในจิตใจ ซึ่งต้องใช้นักจิตวิทยา จิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญในการดูแล พูดคุย สร้างความสัมพันธ์กับเด็ก รวมทั้งพูดคุยกับคนรอบข้างของเด็ก    เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และวางแผนแก้ไขพฤติกรรม ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับอารมณ์ ความคิดของเด็ก ทุก 1-2 สัปดาห์ คาดว่าหากปัญหาไม่ฝังลึกในจิตใจ ก็น่าจะแก้ไขได้ไม่ยาก อาจจะเห็นผลประมาณ 3 เดือน อย่างไรก็ตามจะต้องรอข้อมูลจากทีมนักจิตวิทยาที่ลงพื้นที่ *********************************************** 3 กันยายน 2553

“จุรินทร์” สั่งการสำนักงานทุกจังหวัด รณรงค์ 3 ร. 5 ป. ปิด เปลี่ยน ปล่อย ปรับปรุง และปฏิบัติ ปราบลูกน้ำยุงลายไม่ให้โตเป็นยุง ป้องกันไข้เลือดออก

Thu, 09/02/2010 - 16:04

 ชี้รอบ 8 เดือนปีนี้ ป่วยแล้วกว่าเจ็ดหมื่นราย เสียชีวิต 86 ราย ด้านปลัด สธ.ย้ำทุกจังหวัดเข้มกำจัดยุงลายและประสิทธิภาพการรักษา

          วันนี้ (2 กันยายน 2553) ที่โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม และชุมชนตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค และผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เปิดโครงการรณรงค์กำจัดลูกน้ำยุงลายต้านภัยไข้เลือดออก นายจุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์โรคไข้เลือดออกปี 2553 นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึง 31 สิงหาคม มีผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ 70,877 ราย เสียชีวิต 86 ราย ที่น่าเป็นห่วงคือในจำนวนผู้เสียชีวิตร้อยละ 60 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยจำนวนผู้ป่วยในปีนี้ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 111 หรือกว่า 1 เท่าตัว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ โดยเปิดการรณรงค์ในวันนี้ และให้ทุกจังหวัดเร่งรณรงค์พร้อมกันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2553   นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ในการรณรงค์ต้านภัยไข้เลือดออก จะใช้หลัก 3 ร. 5 ป. มุ่งเน้นการแก้ปัญหาในพื้นที่เสี่ยง 3 ร. เป็นพิเศษ ได้แก่โรงเรียน โรงเรือนหรือบ้านเรือนที่อยู่อาศัย และโรงพยาบาล โดยใช้วิธีการ 5 ป. ในการกำจัดลูกน้ำยุงลายด้วยตนเอง ประกอบด้วย ป.ที่1 คือปิดฝาภาชนะกักเก็บน้ำให้มิดชิด ป้องกันยุงลายลงไปวางไข่ เพราะยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง สะอาด ป.ที่ 2 คือเปลี่ยนน้ำในภาชนะขังน้ำเล็กๆในบ้านทุกสัปดาห์ เช่นขารองตู้กับข้าว แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ป.ที่ 3 คือปล่อยปลาหางนกยูง ปลากินลูกน้ำ ในอ่างบัว อ่างปลูกพืชน้ำต่าง ๆในบริเวณบ้าน ป.ที่4 คือปรับปรุงสิ่งแวดล้อม ไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลาย และป.ที่5 คือปฏิบัติเป็นนิสัย ทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อตัดวงจรชีวิตของยุง ที่ใช้เวลาจากไข่จนโตเป็นยุง 7- 11 วัน “ในการสังเกตอาการเบื้องต้นว่าป่วยเป็นไข้เลือดออกหรือไม่นั้น อาการของผู้ที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก จะมีไข้ ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ โดยหากมีไข้สูงลอยติดต่อกัน 2 วันให้รีบไปพบแพทย์ และห้ามกินยาลดไข้แอสไพรินเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดออกง่ายขึ้น ” นายจุรินทร์กล่าว ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า เมื่อวานนี้ ได้ประชุมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์ /โรงพยาบาลทั่วไป ทั่วประเทศ เพื่อเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเร่งรัดควบคุมลูกน้ำยุงลายลงให้ได้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณยุงตัวโตเต็มวัยที่บินออกหากินได้ในระยะ 200 เมตร หากบ้านใดหรือชุมชนใดมียุงลายมาก ประชาชนก็จะเสี่ยงถูกยุงลายกัดมากขึ้น จากการประเมินสถานการณ์โรคไข้เลือดออกที่ผ่านมา จะพบผู้ป่วยสูงสุดในเดือนมิถุนายน แต่ในปียังพบผู้ป่วยสูงต่อเนื่องตั้งแต่มิถุนายน กรกฎาคม จนถึงสิงหาคม   จะต้องเร่งรณรงค์กำจัดยุงลายที่เป็นพาหะนำโรคลงให้ได้ จึงจะลดจำนวนผู้ป่วยได้สำเร็จ ขณะเดียวกัน ในด้านการรักษา ได้เน้นย้ำแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่นึกถึงโรคไข้เลือดออกในผู้ป่วยที่มีไข้สูงทุกราย เพราะขณะนี้ทุกกลุ่มอายุมีสิทธิป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้เท่ากัน ***************************************************** 2 กันยายน 2553

“จุรินทร์” ส่งจิตแพทย์ดูแลจิตใจ ครอบครัวน้องเทียนวัย 9 ขวบที่เสียชีวิต เพราะถูกลูกหลงเด็กเทคโนฯไล่ยิงกัน

Thu, 09/02/2010 - 15:38

พร้อมร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ส่งทีมจิตแพทย์ นักจิตวิทยา ช่วยปรับเปลี่ยนลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในวัยรุ่น

วันนี้(2 กันยายน 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีการเสียชีวิตของ ด.ช.จตุพร ผลผกา หรือน้องเทียน อายุ 9 ขวบ เด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบำเพ็ญเหนือ จากการถูกกระสุนปืนเด็กเทคโนฯ 2 สถาบันไล่ยิงกันขณะอยู่บนรถประจำทางย่านมีนบุรี เมื่อวานนี้ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ส่งจิตแพทย์ จากสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ เข้าไปติดตามช่วยดูแลจิตใจสมาชิกในครอบครัวของเด็กผู้เคราะห์ร้าย โดยเฉพาะ ด.ช.ปฐมพร ผลผกา อายุ 11 ปี ซึ่งเป็นพี่ชายของเด็กที่ถูกยิงเสียชีวิต มีผลกระทบทางด้านจิตใจมากเนื่องจากอยู่ในเหตุการณ์ตลอด รวมทั้งพ่อแม่เด็กด้วย โดยในวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553 นี้จะให้รายงานความคืบหน้าการดูแลช่วยเหลือในที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ที่กระทำความผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า หากสถานศึกษา โรงเรียน หรือวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มเสี่ยง มีความจำเป็นและต้องการความช่วยเหลือ ในการปรับลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็กนักเรียน/นักศึกษา สามารถประสานขอความร่วมมือกับกรนะทรวงสาธารณสุขได้โดยตรง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขพร้อมให้ความร่วมมือในการจัดส่งทีมจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เข้าไปช่วยในการปรับเปลี่ยนลดพฤติกรรมก้าวร้าวลง หรือจะประสานเป็นเฉพาะรายก็ได้   *********************************************************** 2 กันยายน 2553

สธ. เผยผลิตภัณฑ์และบริการประเภทต้านริ้วรอย กระชากวัย กำลังฮิตทั่วโลก มูลค่าปีนี้สูงกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทย ควักเงินซื้อ กว่า 56,000 ล้านบาท

Thu, 09/02/2010 - 12:30

สาธารณสุข เผยตลาดสินค้าประเภทต้านริ้วรอย ชะลอวัย และคงความงาม ในตลาดโลกเฟื่อง ในปี 2553 คนทั่วโลกใช้จ่ายซื้อสินค้าประเภทชะลอวัย และส่งเสริมสุขภาพที่ดีมากเกือบ 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยควักมากกว่า 56,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นรายจ่ายด้านฟิตเนสและสปากว่า 12,000 ล้านบาท ศัลยกรรมและทำทรีทเมนต์กว่า 11,000 ล้านบาท โดยพบกลุ่มรุ่นเบบี้บูมเมอร์อายุ 46-64 ปี เป็นกลุ่มที่รุกหาความรู้ดูแลสุขภาพสม่ำเสมอและมีกำลังในการซื้อสูง

 วันนี้(2 กันยายน 2553) ที่โรงแรมพลาซ่า แอททินี กรุงเทพ. ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 จัดระหว่างวันที่ 2-4 กันยายน 2553 โดยบริษัท เอ โฟร์ เอ็ม(A4M )ประเทศไทย จำกัด เพื่อนำเสนอเนื้อหาและเจาะลึกวงการเวชศาสตร์ชะลอวัย (ANTI-AGING) การรักษาสุขภาพที่ดีและการคงความหนุ่มความสาวไว้ พร้อมแสดงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี และให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัยและบริการทางการแพทย์ เพื่อป้องกันการเกิดโรค การบริการและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับวงการสุขภาพ โดยมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเวชศาสตร์จาก 40 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย มาเลเซียฯลฯ เข้าร่วมประชุมกว่า 500 คน ดร.พรรณสิริกล่าวต่อว่า ขณะนี้ทั่วโลกให้ความสนใจการดูแลสุภาพ โดยเฉพาะแสวงหาการชะลอวัยเพื่อ ให้มีสุขภาพดี และต้องการที่จะมีอายุยืนยาวมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จากข้อมูลในปี 2553นี้ พบว่ามูลค่าผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย  ซึ่งประกอบด้วย ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เครื่องสำอาง ที่ใช้บำรุงและรักษาอาการที่เกี่ยวข้องในตลาดโลกมีอัตราการเติบโตสูงเฉลี่ยร้อยละ 18-20 ต่อปี คาดว่าในปีนี้จะมีมูลค่ามากถึง 291,000 ล้านเหรียญ   ซึ่งกลุ่มเป้าหมายตลาดประเภทนี้ จะเริ่มตั้งแต่กลุ่มวัยทำงานอายุ 30-50 ปี และกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่เริ่มเข้าสู่ช่วงอายุ 46- 64 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการศึกษาหาความรู้ในการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และมีกำลังซื้อสูงด้วย   ดร.พรรณสิริ กล่าวต่อไปว่า สำหรับไทย ในปี 2553 นี้ คนไทยมีค่าใช้จ่ายซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพประเภทดังกล่าวรวมกว่า 56,000 ล้านบาท ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายบริการออกกำลังกายและสปามูลค่ากว่า 12,000 ล้านบาท การรักษาสุขภาพที่ดีและศัลยกรรมและทำทรีทเมนต์เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีมีมูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ทุกตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 18-20 ต่อปี มีทั้งกลุ่มคนปกติเพื่อส่งเสริมสุขภาพ และผู้ป่วยที่ต้องการฟื้นฟูรักษา                  ทั้งนี้ ในปี 2553 กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมและมีศักยภาพทัดเทียมกับสากล เนื่องจากขณะนี้ไทยมีชื่อเสียงด้านการแพทย์แบบองค์รวม ที่ประสานศาสตร์แขนงต่างๆเข้าด้วยกัน ทั้งเทคโนโลยีการตรวจรักษาโรคที่ทันสมัย มีการบำบัดควบคู่ทั้งกายและใจ นอกจากนี้ยังมีนโยบายด้านธุรกิจการส่งเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรต่างๆ มาใช้ดูแลสุขภาพ เช่น สปา เป็นต้น   ซึ่งสมุนไพรไทยขณะนี้มีหลายชนิดที่สามารถนำมา ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ใช้ในการบำรุงสุขภาพได้ เช่น ขมิ้นชัน กระเทียม กระชายดำ จะเร่งให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ศึกษาวิจัยสมุนไพร ซึ่งมีจำนวนมาก เพื่อส่งเสริมให้ใช้และผลิตเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศด้วย ล่าสุดกองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ให้ทุนศึกษาวิจัยสมุนไพร 2 ชนิดร่วมกับโรงพยาบาลศิริราช และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คือ สารสกัดเปลือกมังคุด เพื่อใช้บำรุงสมองในผู้ป่วยสมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์ และปัญจขันธ์ ใช้ลดระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งจากการวิจัยในขั้นตอนหลอดทดลอง พบว่าได้ผล ขั้นตอนต่อไปจะศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคน หากประสบผลสำเร็จและสามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ไทยจะสามารถแข่งขันและเจาะตลาดโลกได้  ******************************      2 กันยายน 2553

จุรินทร์” ห่วงหมอพื้นบ้านที่มีกว่า 47,000 คน แต่มีใบประกอบโรคศิลปะเพียง 39 คน ตั้งเป้าในปี 2554 จะให้หมอพื้นบ้านมาสอบขึ้นทะเบียนให้ได้อย่างน้อย 1,000 คน

Wed, 09/01/2010 - 13:14

พร้อมเร่งหน่วยงานติดตามข้อมูลยาสมุนไพรรักษามะเร็งที่คลินิกหมอสมหมาย วันจันทร์ที่ 6 ก.ย.53 นี้

วันนี้ (1 กันยายน 2553) ที่อิมแพคเมืองทองธานี จ.นนทบุรี นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยดร.พรรณสิริ  กุลนาถศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข  เปิดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 7 “หอมกรุ่นทั่วไทย หอมไกลทั่วโลก” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-5 กันยายน 2553 โดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ร่วมกับภาคีเครือข่าย 13 หน่วยงาน           นายจุรินทร์ ให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการนำสมุนไพรและสนับสนุนการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือก มาใช้ในระบบการดูแลสุขภาพ ซึ่งหากนำสมุนไพรไทยมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ให้มีการใช้มากขึ้นและเผยแพร่ไปทั่วโลก ไทยจะสามารถเดินหน้าไปสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพในภูมิภาคได้ ตามนโยบายเมดิคอลฮับ (Medical Hub)                      สำหรับสมุนไพรไทยขณะนี้ สนับสนุนให้ผลิตเป็นอาหารเสริมสุขภาพ และนำมาใช้เป็นยาควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน โดยมียาจากสมุนไพรไทย 19 รายการที่ใช้ในการรักษาประชาชนที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน และขณะนี้ได้เสนอให้กรมบัญชีกลางพิจารณาเพิ่มเติมอีก 644 รายการ เพื่อให้มีการใช้ยาสมุนไพรไทยควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบันกว้างขวางมากขึ้น และสปสช.ได้สนับสนุนงบประมาณด้านการแพทย์แผนไทย เพิ่มจากหัวละ 2 บาทเป็นหัวละ 6 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งจะเริ่มในปี 2554 เป็นต้นไป           นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ในปี 2553 จะมีการบรรจุแพทย์แผนไทยจำนวน 150 คน ไปประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดยขณะนี้มีแพทย์แผนไทยจบปริญญาตรีจำนวน 1,000 คน จะมีการทยอยบรรจุต่อไป นอกจากนี้ด้านการแพทย์พื้นบ้าน ซึ่งทั่วประเทศมีแพทย์พื้นบ้านประมาณ 47,000 กว่าคน แต่มีใบประกอบโรคศิลปะเพียง 39 คน จึงมอบนโยบายสนับสนุนให้แพทย์พื้นบ้านมาสอบขึ้นทะเบียนและรับใบประกอบโรคศิลปะ ซึ่งได้รับการรับรองตามกฎหมาย ในปีนี้ตั้งเป้าอย่างน้อย 1,000 คน ในส่วนของการแพทย์ทางเลือก เช่นแพทย์แผนจีน หรือการรักษาด้วยศาสตร์อื่นๆ เช่น ไคโรแพคติก หากมีผลการศึกษารับรองว่าสามารถใช้ในการรักษาการสร้างเสริมสุขภาพได้ กระทรวงสาธารณสุขจะให้การสนับสนุน                                นายจุรินทร์ ยังได้กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องยารักษามะเร็งของคลินิกนายแพทย์สมหมายที่สามารถพัฒนายาสมุนไพรมาใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบันในการรักษามะเร็งว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ยังไม่มีข้อสรุปจากกระทรวง สาธารณสุข แต่ในวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2553นี้ ได้ให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ องค์การเภสัชกรรม มาร่วมให้ข้อมูลในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากต้องดูด้วยความรอบครอบ และมีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน และจะแถลงข่าวความคืบหน้าการพัฒนาให้ทราบ หากสมุนไพรใดที่มีผลการวิจัยที่พิสูจน์ได้แล้วว่าเป็นประโยชน์ จะให้การสนับสนุนแน่นอน ส่วนขั้นตอนกระบวนการให้เป็นไปตามกฎหมาย      ************************************  1  กันยายน  2553

“จุรินทร์” เปิดตัวรายการ “เฮลท์ สเตชั่น” สถานีสร้างสุขภาพของสธ. ออกอากาศทุกบ่ายวันเสาร์ ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที

Wed, 09/01/2010 - 13:04

เวลา 14.00 ถึง 14.50 น. เริ่มครั้งแรกวันเสาร์ที่ 4 กันยายน 2553 ใช้งบลงทุนแค่หลัก 10 ล้าน มุ่งหวังลดค่าใช้จ่ายรักษาโรคปีละหลักแสนล้าน 

วันนี้(1 กันยายน 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  พร้อมด้วย ดร.พรรณสิริ  กุลนาถศิริ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และผู้บริหาร ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว รายการสถานีสุขภาพ หรือเฮลท์ สเตชั่น (Health Station) รายการโทรทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งจะเผยแพร่ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ช่อง NBT ทุกวันเสาร์ เวลา 14.00 น.-14.50 น.

          นายจุรินทร์กล่าวว่า รายการสถานีสุขภาพจะเริ่มออกอากาศตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2553 นี้เป็นต้นไป โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มต้นเปิดตัวโครงการด้วยรายการสถานีสุขภาพ นำเสนอสาระด้านสุขภาพครอบคลุมงานทั้ง 5 มิติ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันควบคุมโรค การฟื้นฟูสภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ ภายใต้คำขวัญประจำรายการว่า “สุขภาพดี เริ่มที่ตัวคุณ” เพื่อเป็นการให้ความรู้และการรณรงค์ให้ประชาชนเห็นความสำคัญ และเข้าใจวิธีการดูแลสุขภาพของตนเอง หรือที่เรียกว่าเซลฟ์ แคร์ (Self Care) เพื่อลดการเจ็บป่วย ลดงบประมาณด้านการรักษาพยาบาล และเพื่อให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี มีสุขภาวะที่ดี

          นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า รายการนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญอย่างน้อย 5 ประการคือ 1.เป็นช่องทางในการสื่อสารนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขไปสู่ประชาชนทั่วประเทศ 2.ให้ความรู้ที่เป็นวิชาการในด้านสุขภาพ 3.เพื่อเผยแพร่ผลการพัฒนางานของบุคลากร ทั้งแพทย์ พยาบาล บุคลากรอื่นๆ และอสม. และผลงานของหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับทั่วประเทศ 4.เป็นช่องทางให้ประชาชนสะท้อนความคิดเห็นและตั้งคำถาม เพื่อให้กระทรวงสาธารณสุขนำไปพัฒนางาน การให้บริการ และด้านอื่นๆ 5. เพื่อให้ประชาชนในทุกภูมิภาคสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการสถานีสุขภาพสัญจร ซึ่งจะจัดในรูปแบบหน่วยคาราวานแพทย์เคลื่อนที่ ไปทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ด้านวิชาการ ให้บริการด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

          นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า รูปแบบของรายการมีทั้งหมด 6 ช่วง ได้แก่ ช่วงแรกเรียกว่าสถานีต้นทาง คือสถานีสุขภาพสัญจรที่จัดเป็นคาราวานสุขภาพเคลื่อนที่ ประกอบด้วยรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง และคณะผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข ที่ออกไปพบกับข้าราชการพี่น้องประชาชนในส่วนภูมิภาค และอสม. เพื่อบริการด้านสุขภาพ ฟรี และมีการถ่ายทอดรายการไปพร้อมกัน ช่วงที่ 2 สถานี 3 ดี เป็นรูปแบบของการนำเสนอการปรับโฉมบริการของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกระดับ ตามนโยบายโรงพยาบาลสาธารณสุขยุคใหม่ เพื่อคนไทยสุขภาพดี มีรอยยิ้ม มาเสนอต่อประชาชนและจะนำไปพัฒนางานต่อไป ช่วงที่ 3 สถานีต้นแบบ เป็นการนำเสนอผลงาน ผลสัมฤทธิ์ ผลสำเร็จของงานที่เกิดจากทั้งตัวบุคคล และของหน่วยงาน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ รวมทั้งยังเป็นต้นแบบให้กับบุคลากรและหน่วยงานในสังกัดนำไปใช้พัฒนางานเพื่อประโยชน์ของประชาชนต่อไป

ช่วงที่ 4 สถานีโต๊ะกลม เป็นส่วนของการสนทนาเชิงลึกในประเด็นสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยแพทย์และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญที่จะให้ความรู้กับประชาชนในประเด็นนั้นๆ ช่วงที่ 5 สถานีสนุกสร้างสุข นำเสนอกิจกรรมต่างๆ ในภูมิภาคในจังหวัดและในพื้นที่ต่างๆ ด้านการส่งเสริมสุขภาพ ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ เช่นการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพจิตในรูปแบบต่างๆ และช่วงที่ 6 คือท้ายขบวนชวนคุย เป็นช่วงของการตอบคำถามสุขภาพของผู้ชมรายการ รวมทั้งเป็นช่องทางในการสื่อสารแสดงความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศสู่งานของกระทรวงสาธารณสุข โดยประชาชนสามารถส่งคำถามได้ 3 ช่องทาง คือ1.ส่งทางจดหมายมาที่ตู้ปณ.5 ปณศ.บางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700 หรือโพสต์เข้ามาในเว็บไซต์ www.healthstationtv.com หรือเว็บไซต์ www.สถานีสุขภาพ.com และจะมีการพัฒนารายการอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการประเมินผลการตอบรับจากประชาชนเป็นระยะๆ โดยนักวิชาการ เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาต่อไป

“รายการสถานีสุขภาพนี้ เป็นรายการที่สร้างความตระหนักให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นความสำคัญของการป้องกันและการสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มากกว่าการที่จะเน้นให้คนไทยไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือเมื่อป่วยแล้วถึงค่อยมาแก้ปัญหา เพราะงบประมาณในการรักษาพยาบาลแต่ละปีสูงมาก เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้ง 5 โรคนี้ จ่ายปีละ 1 แสนล้านบาท จึงเป็นที่มาของนโบบายกระทรวงสาธารณสุขที่จะทำให้คนไทยเห็นความสำคัญเรื่องการป้องกัน เพราะฉะนั้นสถานีสุขภาพจะเป็นช่องทางหนึ่ง ที่ใช้เงินหลัก 10 ล้านเท่านั้น เพื่อไปลดใช้ค่าใช้จ่ายหลักแสนล้านเช่นใน 5 โรคที่กล่าวมา ซึ่งคิดว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง” นายจุรินทร์กล่าว     

ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า งบประมาณการทำรายการสถานีสุขภาพ  ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องการเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรคนำหน้าการรักษาพยาบาล จะใช้งบประมาณในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขและงบประชาสัมพันธ์ของแต่ละกรมด้วย ซึ่งตลอดทั้งปีจะใช้งบประมาณไม่เกิน 10 ล้านบาท

 *****************************************   1 กันยายน 2553        

“จุรินทร์” เร่งรัดยกระดับสถานีอนามัยเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลให้เสร็จ 2,000 แห่ง ภายใน 30 กันยายน 2553 พร้อมติวเข้มบุคลากร 11 หลักสูตร เพิ่มศักยภาพบริการ

Tue, 08/31/2010 - 11:37

          นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงานพัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ระดับเขต 18 เขตและระดับจังหวัด 75 จังหวัดทั่วประเทศจำนวน 186 คน ที่โรงแรมเอบีน่าเฮ้าส์ ถนนวิภาวดีรังสิต 64 กทม. ซึ่งจัดระหว่างวันที่ 30 -31 สิงหาคม 2553 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวิชาการแก่ผู้รับผิดชอบงานรพ.สต.และวิทยากรระดับจังหวัด เพื่อนำไปพัฒนาศักยภาพบุคลากรประจำ รพ.สต. ในพื้นที่เป้าหมาย 2,000 แห่งแรกที่เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ 2553 ให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมด้านการส่งเสริมสุขภาพ การฟื้นฟูสภาพ ป้องกันโรค คุ้มครองผู้บริโภคและรักษาพยาบาลประชาชน ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพและความมั่นใจ เป็นต้นแบบให้กับ รพ.สต.ที่จะพัฒนาอีก 7,770 แห่ง ซึ่งจะดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนครบทุกแห่ง

          นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับนโยบายการยกระดับสถานีอนามัยเป็นรพ.สต. ในปี 2553 นี้ ตั้งเป้ายกระดับ 2,000 แห่ง แต่ยังไม่สำเร็จได้ตามเป้าหมาย ต้องเร่งรัดให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2553 ซึ่งสถานีอนามัยที่จะยกระดับได้ ต้องผ่านเกณฑ์ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด 4 ข้อ ได้แก่ 1. มีการปรับปรุงอาคารสถานที่และป้ายโรงพยาบาล 2. มีบุคลากรครบ โดยในรพ.สต.เดี่ยวมีอย่างน้อย 4 ตำแหน่ง 3. มีระบบฐานข้อมูลเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อมต่อกับรพ.แม่ข่าย เช่น อินเตอร์เน็ต เพื่อรองรับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 จะให้สถานพยาบาลในสังกัดทุกระดับ ใช้บัตรประชาชนแทนบัตรทองในการไปรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และ4. มีการตั้งคณะกรรมการพัฒนารพ.สต.แบบมีส่วนร่วมจาก 3 ภาคส่วน ได้แก่ สาธารณสุข ท้องถิ่นและประชาสังคม เพื่อระดมความคิดและทรัพยากรในการพัฒนารพ.สต. หากเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ ให้ประกาศเปิดเป็นรพ.สต.อย่างเป็นทางการได้            นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายในการใช้งบประมาณในปี 2554 ซึ่งจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไป โดยขอให้เดินหน้าโครงการที่เป็นนโยบายของรพ.สต. และเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณให้ได้ตามเกณฑ์ และให้ทุกจังหวัดติดตามงานนโยบายกระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปขยายผล ลงมือปฏิบัติในพื้นที่ทันที ซึ่งจะช่วยการแก้ไขปัญหาสุขภาพเป็นไปอย่างรวดเร็ว เช่น การลดโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โครงการเสริมไอโอดีนในหมู่บ้านและตำบล เพื่อเพิ่มระดับสติปัญญาคนไทย เป็นต้น ทางด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้วางระบบความพร้อมเพื่อพัฒนารพ.สต. ให้มีศักยภาพในการจัดบริการประชาชนในพื้นที่จำนวน 11 หลักสูตร ประกอบด้วย หลักสูตรพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับบุคลากรรพ.สต. ทุกแห่งมี 6 หลักสูตร ได้แก่ 1. การจัดการดูแลโรคเรื้อรังในระดับครอบครัว   2. การดูแลสุขภาพฟันและช่องปากในชุมชน 3. การส่งเสริมสุขภาพแนวใหม่เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4. การคุ้มครองผู้บริโภค 5.การบริหารจัดการเครือข่าย และ 6.การจัดการความรู้ต่างๆ และหลักสูตรเฉพาะอีก 5 หลักสูตร ซึ่งสามารถปรับใช้ตามสภาพสังคมพื้นที่ ได้แก่ 1.การฟื้นฟูสภาพในชุมชน 2.การดูแลผู้สูงอายุแบบบูรณาการ 3.การจัดบริการการแพทย์แผนไทยในรพ.สต. 4.การให้คำปรึกษา และ5.การดูแลด้านการอนามัยเจริญพันธุ์ของประชาชน            ************************************       31 สิงหาคม 2553

“จุรินทร์” เผยจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกปีนี้สูงกว่าปีที่แล้ว 1 เท่าตัว คาดโรคระบาดต่อไปอีก 1-2 เดือน

Mon, 08/30/2010 - 15:29

 

วันนี้ (30 สิงหาคม 2553) ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออก ว่า ขณะนี้สถานการณ์โรคไข้เลือดออกยังน่าเป็นห่วง สถิติผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกตั้งแต่เดือนมกราคม 2553 -27สิงหาคม 2553มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 63,528 ราย เสียชีวิต 77ราย โดยร้อยละ 60 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 7ราย ที่จังหวัดอุบลราชธานี ยโสธร สระบุรี ลพบุรี สิงห์บุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพัทลุง จังหวัดละ 1 ราย ซึ่งอัตราผู้ป่วยสะสมเมื่อเทียบช่วงระยะเวลาเดียวกันระหว่างปี 2552กับปี 2553 พบว่าปีนี้เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 103.71 หรือประมาณ 1 เท่าตัว นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า จากรายงานพบ 16 จังหวัดที่มีผู้ป่วยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาสูงขึ้นมากที่สุด คือจังหวัดมุกดาหารเพิ่มขึ้นร้อยละ 94.95 รองลงมาได้แก่ พะเยาเพิ่มร้อยละ 82.96 ปัตตานีเพิ่มร้อยละ 75.04 เชียงใหม่เพิ่มขึ้นร้อยละ 69.40 ตากเพิ่มขึ้นร้อยละ 65.81 นราธิวาสเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.91 สงขลาเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.27 พัทลุงเพิ่มขึ้นร้อยละ 50.61 กระบี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.47 ลำปางเพิ่มขึ้นร้อยละ 47.62 เพชรบูรณ์เพิ่มขึ้นร้อยละ 47.33 สตูลเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.65 จันทบุรีเพิ่มขึ้นร้อยละ 42.29 ระยองเพิ่มขึ้นร้อยละ 40.85 ลพบุรี เพิ่มขึ้นร้อยละ 40.29 และสุราษฎร์ธานีเพิ่มขึ้นร้อยละ 39.93 ทั้งนี้ ได้ให้แต่ละจังหวัดชี้แจงถึงสาเหตุ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานภายในวันที่ 1 กันยายน 2553 เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงมาก เพื่อกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ที่ประชุมได้มอบหมายให้กรมควบคุมโรค ส่งคณะทำงานเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา ในจังหวัดที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นมาก ส่งสารเคมีเข้าไปช่วยในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดมาก รวมทั้งในจุดอื่นทั่วประเทศ โดยที่ประชุมได้มีข้อสรุปให้มีการจัดวันรณรงค์แก้ปัญหาโรคไข้เลือดออก โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป คาดว่าการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกจะมีต่อไปอีกประมาณ 1 – 2 เดือน            ************************************       30 สิงหาคม 2553

“จุรินทร์” สั่งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการและเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั่วถึง เตรียมสารส้ม คลอรีน ยาสามัญประจำบ้าน รองเท้าบู๊ท ช่วยเหลือ ขณะนี้บริการแล้วกว่า 1,000 หลังคาเรือน

Mon, 08/30/2010 - 15:28

 วันนี้ (30 สิงหาคม 2553)ที่กระทรวงสาธารณสุข นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขถึงความช่วยเหลือของกระทรวงสาธารณสุขแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่ได้รับรายงานล่าสุดวานนี้ (29 สิงหาคม 2553) ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข พบมีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 14 จังหวัด 34 อำเภอ 134 ตำบล 806 หมู่บ้าน 11,984 ครอบครัว มีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 30,000 คน โดยมีสถานบริการของกระทรวงสาธารณสุขได้รับความเสียหาย 3 แห่ง บ้านพักสาธารณสุขอำเภอ 3 หลัง

          นายจุรินทร์กล่าวว่า ในการแก้ไขปัญหาด้านการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปในพื้นที่ต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ สถานการณ์ในภาพรวมส่วนใหญ่มีลักษณะเรียกว่าน้ำหลาก คือน้ำท่วมเพียง 4 – 5 ชั่วโมง และระดับน้ำลดลงในเวลาที่รวดเร็ว           ทั้งนี้ ได้สั่งการให้มีการจัดหน่วยแพทย์เข้าไปเยี่ยมบ้านผู้ประสบภัยในพื้นที่ต่างๆ ขณะนี้เยี่ยมไปแล้ว 1,021 หลังคาเรือน รวมทั้งจัดเตรียมเวชภัณฑ์ ยาสามัญประจำบ้าน รองเท้าบู๊ท สารส้ม คลอรีน เพื่อนำไปให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นและป้องกันโรค พร้อมกันนี้ได้ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ติดตามเฝ้าระวังโรคที่จะตามมาภายหลังน้ำท่วม เช่น ไข้หวัด โรคอุจจาระร่วง เท้าเปื่อย ตาแดง รวมทั้งโรคเครียดด้วย           ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้องค์การเภสัชกรรมสำรองยาสามัญประจำบ้านไว้จำนวน 300,000 ชุด เพื่อจัดส่งไปช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบภัย และให้กรมควบคุมโรคจัดเตรียมรองเท้าบู๊ท แจกประชาชนเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู และให้กรมอนามัยจัดเตรียมสารส้ม และคลอรีน เพื่อใช้ปรับปรุงสภาพน้ำให้สะอาดและปลอดภัย โดยเฉพาะน้ำบ่อ ซึ่งหลังน้ำท่วมขัง น้ำในบ่อจะมีความสกปรก จะต้องมีการล้างบ่อและฆ่าเชื้อโรคในน้ำก่อน   ********************************   30 สิงหาคม 2553

“จุรินทร์” เผยกรมบัญชีกลางเลื่อนการบังคับการเบิกจ่ายราคา “ สเต๊นท์” ในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาล เป็นวันที่ 1 มกราคม 2554

Mon, 08/30/2010 - 15:25

                 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าของแนวทางการจัดซื้อสเต็นท์ หรือโครงลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจตีบ ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือสปสช.ซึ่งได้มอบหมายให้กรมการแพทย์หารือร่วมกับสปสช. กรมบัญชีกลาง สมาคมแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ว่า การหารือเสร็จสิ้นแล้ว มีความเห็น 5 ข้อ ได้แก่ 1. กรมบัญชีกลางจะเลื่อนการบังคับใช้การเบิกจ่ายราคากลางของ สเต๊นท์จากเดิมกำหนดในวันที่ 1 ตุลาคม 2553 เป็นวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2554 

 2.จะปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อให้หลากหลายขึ้น เนื่องจากสเต๊นท์มีหลายชนิดและหลายขนาด การระบุเฉพาะชนิดและขนาดที่สปสช.จัดซื้ออาจทำให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติแก่แพทย์และผู้ป่วยได้ เพราะฉะนั้นกระบวนการจัดซื้อต่อไปจะมีการหารือร่วมกันระหว่างสปสช. องค์การเภสัชกรรม สมาคมแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด 3.จะมีการปรับปรุงระบบการอุทธรณ์กับสปสช.ให้รวดเร็วขึ้น เช่นกรณีสมมุติว่าแพทย์ทำการผ่าตัดใส่สเต๊นท์ให้ผู้ป่วยบางราย โดยใช้สเต็นท์ของสปสช.แล้วเกิดใช้ไม่ได้ มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนใช้สเต๊นท์ขนาดและชนิดอื่น นอกเหนือจากสปสช.จัดซื้อนั้น สามารถดำเนินการได้ แต่แพทย์ต้องอุทธรณ์ไปที่สปสช.ก่อน ซึ่งที่ผ่านมาใช้เวลานาน           4.กรมบัญชีกลางจะปรับปรุงราคาสเต๊นท์ให้ยืดหยุ่นและเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้แพทย์ผู้ผ่าตัดผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลมากที่สุด 5.การกำหนดสเปคของสเต๊นท์ จะเป็นความาร่วมมือกันระหว่างองค์การเภสัชกรรม สปสช. สมาคมแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด ในเรื่องรายละเอียดต่อจากนี้ไป เช่น ราคา จะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 13 ตุลาคม 2553 โดยกรมการแพทย์เป็นเจ้าภาพ           ด้านนายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ในการประชุมหาแนวทางการจัดซื้อโครงลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจตีบหรือสเต๊นท์ กรมการแพทย์ได้จัดประชุมหารือในวันที่ 25 สิงหาคม 2553 ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานค่าตอบแทนและสวัสดิการ กรมบัญชีกลาง นายกสมาคมแพทย์มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด นายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ผู้อำนวยการบริหารการชดเชยค่าบริการ สปสช. ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจจากสมาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างราบรื่น โดยจะมีการประชุมหารือในรายละเอียดทั้งเรื่องราคา การเบิกจ่ายสเต๊นท์ในวันที่ 13 ตุลาคม 2553 เวลา 14.00 น. ที่ห้องประชุมกรมการแพทย์ มั่นใจว่าจะได้ข้อสรุปที่สามารถบริหารจัดการ เพื่อลดความยุ่งยากในการปฏิบัติทางเทคนิคของแพทย์ผู้ใช้ และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ  ********************************     30 สิงหาคม 2553  

“จุรินทร์” ตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข เพื่อหาข้อยุติร่วมในร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขโดยเร็ว

Mon, 08/30/2010 - 15:20

  

วันนี้ ( 30 สิงหาคม 2553) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคืบหน้าของร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ซึ่งมีผู้เสนอความคิดเห็นให้ขยายการใช้มาตรา 41 ในพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ครอบคลุมถึงระบบประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการด้วย ว่า ประเด็นนี้อยู่ในความรับผิดชอบของสปสช.ที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อกฎหมาย ซึ่งยังมีความเห็นไม่ตรงกัน บางฝ่ายบอกว่าสามารถดำเนินการได้ บางฝ่ายบอกว่าไม่สามารถดำเนินการได้ โดยจะติดตามความคืบหน้าเรื่องนี้ ในวันประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประมาณกลางเดือนกันยายนนี้   นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าของการดำเนินการร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุขที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2553 มีนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะอำนวยการให้เกิดการประชุมหารือทั้ง 2 ฝ่าย นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ เป็นเลขานุการ คณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายรวม 63 คน ได้แก่ 6 สภาวิชาชีพ คณะแพทย์สถาบันการแพทย์ เช่นศิริราชพยาบาล รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้แทนแพทย์จากกรุงเทพมหานคร แพทย์สังกัดกระทรวงกลาโหม แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจ สมาพันธ์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย แพทย์จากกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย สมาคมโรงพยาบาลเอกชน สมาคมแพทย์คลินิกไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ และองค์กรอื่นๆ อีกหลายองค์กร รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา  นายจุรินทร์กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ยังไม่ทราบเวลาที่แน่ชัดว่าจะเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อใด แต่บรรจุอยู่ในช่วงกลางๆ ของระเบียบวาระการประชุม ดังนั้น 2 ฝ่ายจึงยังมีเวลาหารือกัน หากเป็นไปได้ควรเร่งหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ ผลสรุปของการประชุมของทั้ง 2 ฝ่าย จะถือเป็นมติข้อตกลงร่วมกัน ไม่ใช้การลงมติโดยอาศัยเสียงข้างมาก ดังนั้นเรื่องจำนวนของแต่ละฝ่ายในคณะกรรมการจึงไม่ใช่ประเด็นสำคัญ  ด้านนายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการเสริมสร้างความสมานฉันท์ในระบบบริการสาธารณสุข กล่าวว่า จะพยายามจัดประชุมคณะกรรมการฯโดยเร็ว ด้วยความรอบคอบเพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันที่ชัดเจน ซึ่งได้พูดคุยกับฝ่ายแพทยในเรื่องการทำประชาพิจารณ์ระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและประชาชน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งสามารถทำได้ เพื่อให้เกิดข้อสรุปที่ดีที่สุดกับทุกฝ่าย ************************************ 30 สิงหาคม 2553